สนใจรถบรรทุกใหม่พร้อมตัวถังมาตรฐาน ติดต่อเราได้เลย
วิธีเลือกขนาดรถบรรทุกให้เหมาะกับน้ำหนักและประเภทสินค้า
เลือกขนาดรถบรรทุกจากน้ำหนักจริง ปริมาตรสินค้า และตัวถัง พร้อมตารางเปรียบเทียบ ขั้นตอนคำนวณพิกัดบรรทุก และคำถามที่พบบ่อยก่อนเลือกรถ
การเลือกขนาดรถบรรทุกต้องดูน้ำหนักสินค้ารวมบรรจุภัณฑ์ ปริมาตร และประเภทตัวถัง แล้วตรวจพิกัดรถพร้อมใช้งาน รถที่เหมาะต้องบรรทุกได้ จัดวางสินค้าได้จริง และเข้าจุดขนถ่ายได้โดยไม่เกินข้อกำหนดของรถหรือเส้นทาง

เลือกขนาดรถบรรทุกจากน้ำหนักสุทธิ ไม่ใช่จำนวนล้อ
GVW (Gross Vehicle Weight) คือพิกัดน้ำหนักรวมของรถ ตัวถัง อุปกรณ์ คน เชื้อเพลิง และสินค้า Payload คือความสามารถรับน้ำหนักสินค้าหลังหักน้ำหนักรถพร้อมใช้งาน จำนวนล้อจึงไม่ใช่พิกัดบรรทุกสุทธิ
น้ำหนักสินค้าที่รับได้เบื้องต้น = พิกัดน้ำหนักรวมที่ใช้ได้ − น้ำหนักรถพร้อมใช้งานจริง โดยใช้พิกัดที่ไม่เกินข้อจำกัดของผู้ผลิต ทะเบียน และเส้นทาง และตรวจน้ำหนักลงเพลาแยกด้วย
ตัวอย่างสมมติ: พิกัดรวม 10,400 กิโลกรัม หักรถพร้อมใช้งาน 5,200 กิโลกรัม เหลือรับสินค้า 5,200 กิโลกรัม ศึกษาเพิ่มในคู่มือน้ำหนักบรรทุกของรถแต่ละประเภท
สินค้าเบาแต่กินพื้นที่ ต้องดูปริมาตรด้วย
ปริมาตรสินค้า คือพื้นที่สามมิติ คำนวณจากกว้าง × ยาว × สูง หน่วยลูกบาศก์เมตร กล่องขนาด 0.5 × 0.4 × 0.4 เมตร จำนวน 100 กล่อง มีปริมาตร 8 ลูกบาศก์เมตร ก่อนเผื่อพาเลตและช่องว่าง
วัดขนาดภายในตู้ ประตู และพื้นที่พาเลต สินค้าห้ามซ้อนอาจใช้พื้นหมดก่อนถึงพิกัดน้ำหนัก ส่วนเหล็กอาจถึงพิกัดก่อนตู้เต็ม

เปรียบเทียบขนาดรถกับงานขนส่ง
ตารางนี้ใช้คัดกรองกลุ่มรถ ไม่ใช่พิกัดมาตรฐาน รุ่นย่อย ฐานล้อ และตัวถังทำให้รถจำนวนล้อเท่ากันรับสินค้าได้ต่างกัน
| กลุ่มรถ | งานที่ควรพิจารณา | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|
| 4 ล้อ | พัสดุหรือส่งหลายจุดในเมือง | น้ำหนักจริง พื้นที่ตู้ และทางเข้า |
| 6 ล้อ | กระจายสินค้าหรือขนส่งระหว่างคลัง | รุ่นย่อย ฐานล้อ และจำนวนพาเลต |
| 10–12 ล้อ | สินค้าปริมาณมากหรือหนาแน่น | พิกัดรวม น้ำหนักลงเพลา และพื้นที่กลับรถ |
| หัวลากกับกึ่งพ่วง | ตู้คอนเทนเนอร์หรือสินค้าขนาดใหญ่ | พิกัดรถทั้งชุด หางพ่วง และจุดขนถ่าย |
ดูตัวอย่างISUZU NLR รถบรรทุก 4 ล้อสำหรับงานในเมือง และแนวทางเลือกรถบรรทุก 6 ล้อสำหรับงานระหว่างคลัง
เลือกตัวถังให้ตรงกับประเภทสินค้า
- ตู้ทึบ: สำหรับกล่องและพัสดุที่ต้องป้องกันฝน กล่องกระดาษต่างๆ ไปจนถึงสินค้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
- กระบะคอก: สำหรับสินค้าที่ขนถ่ายด้านข้าง ต้องยึดตรึงและป้องกันสภาพอากาศ วัสดุที่มีความสูง สามารถโดยฝนได้บ้าง แต่มีการป้องกันโดยใช้ผ้าใบคลุมสินค้า
- ตู้ควบคุมอุณหภูมิ: สำหรับสินค้าที่กำหนดอุณหภูมิ ต้องตรวจฉนวน ระบบทำความเย็น และการไหลเวียนอากาศ
- พื้นเรียบหรือดัมพ์: เลือกตามวิธีขนถ่าย เครื่องจักรกับวัสดุเทกองใช้ตัวถังต่างกัน
ตู้เย็น เครน และลิฟต์ท้ายเพิ่มน้ำหนักรถ จึงลด Payload ศึกษาตู้ทึบกับกระบะคอกและตัวถังรถบรรทุกก่อนเลือกแชสซีส์

5 ขั้นตอนก่อนตัดสินใจเลือกรถ
- เก็บข้อมูลต่อเที่ยว: ชั่งสินค้ารวมพาเลต วัดขนาด และระบุว่าสินค้าซ้อนได้หรือไม่
- กำหนดตัวถัง: ระบุการป้องกันฝน อุณหภูมิ และอุปกรณ์ช่วยขนถ่าย
- ตรวจเส้นทาง: ดูความสูงทางเข้า รัศมีเลี้ยว พื้นที่จอด และเงื่อนไขเวลารถบรรทุกเข้าได้
- ยืนยันพิกัด: ตรวจเอกสารรุ่นย่อย ชั่งรถหลังต่อตัวถัง และตรวจน้ำหนักลงเพลาเมื่อจัดสินค้า
- เปรียบเทียบต้นทุน: คิดจำนวนเที่ยว เชื้อเพลิง คนขับ ค่าบำรุงรักษา และเวลาขนถ่ายร่วมกัน
กระจายน้ำหนักและยึดตรึงสินค้า แม้น้ำหนักรวมไม่เกินพิกัด น้ำหนักลงเพลาอาจเกินได้ ตรวจข้อมูลน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของกรมทางหลวงและข้อกำหนดเส้นทางก่อนใช้งาน

คำถามที่พบบ่อย
สินค้าหนัก 5 ตันต้องใช้รถกี่ล้อ?
ต้องมีพิกัดรับสินค้าเหลืออย่างน้อย 5 ตันหลังรวมตัวถังและอุปกรณ์ พร้อมตรวจปริมาตรและน้ำหนักลงเพลา
สินค้าเบาควรใช้รถเล็กเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอ สินค้าใหญ่หรือห้ามซ้อนอาจต้องใช้ตู้ยาวกว่า ต้องตรวจประตูและพื้นที่จัดวาง
เพิ่มลิฟต์ท้ายแล้วบรรทุกได้เท่าเดิมหรือไม่?
น้ำหนักอุปกรณ์เพิ่มทำให้น้ำหนักสินค้าที่รับได้ลดลง ต้องชั่งและคำนวณพิกัดใหม่
ควรเผื่อน้ำหนักบรรทุกเท่าไร?
ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวสำหรับทุกงาน เผื่อตามความผันผวนของสินค้าและคำแนะนำผู้ผลิต โดยไม่เกินพิกัด
สรุปประเด็นสำคัญ
- ตรวจน้ำหนักและปริมาตรสินค้าร่วมกัน
- คำนวณ Payload หลังรวมตัวถังและอุปกรณ์
- ยืนยันพิกัดรวม น้ำหนักลงเพลา และเส้นทาง
เมื่อได้ข้อมูลครบ ให้นำไปเทียบกับรุ่นรถบรรทุกและขนาดแชสซีส์ เพื่อเลือกขนาดรถบรรทุกที่รองรับเที่ยวงานจริง
